ประกันสังคม ประกันตนเอง พนักงานหรือลูกจ้างทำแล้วได้ประโยชน์อะไร

ประกันสังคม

ประกันสังคม

คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักคำว่า ประกันสังคม ถ้าเป็นพนักงานบริษัทหรือคนที่ทำงานยิ่งต้องรู้จักคำนี้เป็นอย่างดี เพราะจะต้องเสียเงินทุกเดือนให้ ค่าประกันสังคม เมื่อเราเสียเงินไปแบบนี้ก็ย่อมที่จะต้องได้รับประโยชน์จากมันเหมือนกัน และวันนี้เราจะมาพูดถึง สิทธิ์ที่เราจะได้จากประกันสังคม

ประกันสังคม คือ  เป็นการสร้างหลักประกันในการใช้ชีวิตและดำเนินชีวิตของเราในส่วนของกลุ่มสมาชิกที่มีรายได้ และได้ทำการจ่ายเงินเข้าสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม จุดประสงค์เพื่อ ให้ผู้ประกันตนมีหลักประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการ เจ็บป่วย การคลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และ ว่างงาน และให้ผู้ประกันตนได้รับการรักษาพยาบาลและสามารถได้รับรายได้ทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง

ประกันสังคมไม่ได้เป็นสิ่งที่รัฐบาลบังคับ แต่ถ้าที่ทำงานตัดเงินเดือนออกไป 3 % สำหรับค่าประกันสังคม ในส่วนนี้เป็นแนวทางของเจ้าของสถานประกอบการเจ้าของธุรกิจ หรือ ผู้ประกอบการพึงต้องทำ แต่เราก็สามารถที่จะยกเลิกประกันสังคม ก็ได้เช่นกันแต่ต้องหลังจากอ่านบทความนี้เท่านั้นนะครับ 555

หลังจากที่เรารู้จักประกันสังคมกันแล้ว มารู้จักกับ ประกันภัยรถยนต์กันบ้างดีกว่าครับ อ่านต่อได้ที่นี้ : บริษัทประกันภัยรถยนต์

 


ผู้ประกันตน

ผู้ประกันตน คือบุคคลที่มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง มี 3 รูปแบบ

1. ผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) คือ ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ ในวันเข้าทำงานและอยู่ในบริษัทหรือสถานประกอบการที่มีสมาชิกตั้งแต่ 1 คน ขึ้นไป

2.ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (มาตรา 39) คือ บุคคลที่เป็นลูกจ้างมาก่อนแล้วได้ออกจากงาน หรือ ว่างงาน และได้มีการสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39 ซึ่งการสมัครประกันสังคมในกลุ่มนี้ มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และลาออกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และต้องไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครอง กรณีเจ็บป่วย / อุบัติเหตุ กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ

3.ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (มาตรา 40) คือ ไม่ได้เป็น คนที่เป็นลูกจ้าง พนักงานบริษัท หรือ ทำงานอยู่ในสถานประกอบการ และ ไม่ใช่คนที่เพิ่งออกจากงานและว่างงานด้วย ผู้ที่ทำประกันตรภาคสมัครใจได้ต้องเป็น ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี

พนักงานบริษัท หรือ บุคคลทำงานจัดเป็นผู้ประกันตน แบบไหน

พนักงานบริษัทหรือลูกจ้าง รับเงินเดือน ทั่วไปก็จะอยูในผู้ประกันตน ในมาตรา 33

ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่เข้าทำงาน และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จะสามารถได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคม ได้ใน 7 กรณีดังนี้

  • กรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
  • ทุพพลภาพ
  • เสียชีวิต
  • คลอดบุตร
  • สงเคราะห์บุตร
  • กรณีชราภาพ
  • กรณีว่างงาน

กรณีเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ | สิ่งที่เราสามารถเบิกได้คือค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าทำฟัน สิทธิการใช้บริการรากฟันเทียม สิทธิการรักษาโรคทางจิต การบำบัดไต ยาต้านไวรัสเอดส์ การรักษาโรคมะเร็ง 10 ชนิด (ตามเงื่อนไขที่ประกันสังคมกำหนด) โดยแต่ละโรคจะมีเงินช่วยเหลือไม่เท่ากัน มีเบี้ยประกันให้ตั้งแต่ 150 บาท จนถึง 750,000 บาท  รวมถึงการขอรับเงินทดแทนเนื่องจากขาดรายได้ ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างในระหว่างที่หยุดงานเพื่อรักษาพยาบาล ประกันสังคม จ่ายให้ ร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายเดือน

สรุปสามารถเบิกได้ดังนี้ครับ

  • เจ็บป่วยปกติ
  • เจ็บป่วยฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ
  • ค่าอวัยวะเทียมและ อุปกรณ์ในการรักษาโรค
  • โรคเอดส์  (ผู้ประกันตนสามารถรับยาต้านไวรัสเอดส์ทั้งพื้นฐาน  สูตรทางเลือกและสูตรดื้อยา  รวมทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ  ที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)
  • ค่าตรวจวินิจฉัยโรค
  • ค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
  • ค่าบำบัดทางการแพทย์และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล
  • ค่ายาและค่าเวชภันฑ์
  • ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย

กรณีทุพพลภาพ | ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน ผู้ประกันตน สามารถเบิกค่าบริการทางแพทย์ รวมถึงค่าพาหนะรับส่งไปยังโรงพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ จากการทุพพลภาพ ร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต

  • ค่ารักษาพยาบาล
  • เงินทดแทนการขาดรายได้
  • ค่าทำศพ
  • รับคืนเงินกรณีชราภาพ

กรณีเสียชีวิต ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน | ในกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้ที่เป็นธุระทำศพ สามารถเบิกค่าทำศพได้ 40,000 บาท สำหรับครอบครัวจะได้รับเงินสงเคราะห์เพิ่ม คิดจากเงินเดือนเฉลี่ยตั้งแต่ หนึ่งเดือนครึ่ง ถึง ห้าเดือน ขึ้นอยู่กับผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมากน้อยเท่าไหร่

กรณี คลอดบุตร | รับค่าวิชาชีพในการทำคลอดหรือค่าโรงพยาบาล 13,000 บาท ไม่กำหนดว่าผู้เป็นแม่หนึ่งคนจะมีลูกกี่คน และจะมีค่าครองชีพอัตราร้อยละ 50 เป็นเวลา 90 วัน แต่จะได้เฉพาะถึงบุตรคนที่ สอง เท่านั้น ส่วนบุตรคนที่สามจะได้เพียงค่าทำคลอดเท่านั้น จะไม่ได้ค่าครองชีพ 90 วัน

กรณี สงเคราะห์บุตร | ต้องจ่ายเบี้ยประกันสังคม 12 เดือนภายใน 3 ปี รายละเอียดไม่ค่อยมากเท่าไรนัก คือ เด็กแรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ ไม่เกินครั้ง 3 คน จะเบิกได้ 400 บาทต่อบุตรหนึ่งคน หากเด็กเสียชีวิตจะไม่เบิกเงินส่วนนี้ได้

กรณี ชราภาพ | มีเงื่อนไขการชดเชยมากกว่าอย่างอื่นนิดหน่อย เมื่อผู้ประกันตน มีอายุ 55ปี จะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ อยู่ที่เวลาในการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน โดยที่จะต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นเวลา 180 เดือนขึ้นไป ไม่กำหนดว่าจะต้องจ่ายต่อเนื่องกันตลอดระยะเวลาจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ หากเราเลิกจ่ายประกันสังคมก็สามารถรับเงินชดเชยได้ทันที่มีหลักการดังนี้

  • ร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนหยุดส่งเบี้ยประกันสังคม
  • หากส่งเบี้ยประกันสังคมเกิน 180 เดือน ให้ปรับอัตราตามข้อ 1 ขึ้นร้อยละ 1.5 ต่อ ระยะเวลาการจ่ายเบี้ยทุก 12 เดือน ที่เกิน 180 เดือนไป

กรณีว่างงาน | ในกรณีที่เราว่างจากการถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินร้อยละ 50 ของเงินเดือน เป็นเวลา 180 วัน หรือในกรณีที่ผู้ประกันตนลาออกหรือมีการสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินชดเชยร้อยละ 30 ของเงินเดือน เป็นระยะเวลา 180 วัน มีเงื่อนไขว่าผู้ประกันตน โดยไม่มากกว่า 7,500 บาท จะต้องส่งเข้าสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนที่จะว่างงาน

ต้องบอกว่าเรื่อง ประกันสังคม ประกันตน นั้นเยอะมากจริงๆ แต่ก็มีประโยชน์มากด้วยทั้งใน ปัจจุบันและในอนาคต สำหรับพนักงานบริษัทหรือลูกจ้าง ของสถานประกอบการ อย่าลืมใช้สิทธิประกันสังคมของเราให้มากที่สุดกันนะครับ ^^